ศูนย์การเจริญพันธุ์

ศูนย์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พร้อมช่วยให้คู่สามีภรรยาสามารถเอาชนะอุปสรรคอันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการมีบุตรยาก โดยทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของศูนย์กว่า 20 ท่านพร้อมจะให้คำแนะนำและการรักษาโดยพิจารณาวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วยแต่ละราย และเน้นการให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
FAQ

คำถามทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาภาวะมีบุตรยาก

 
  1. ฉันควรใช้หลักเกณฑ์ใดในการเลือกคลีนิคเพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก
การเลือกคลีนิคที่ถูกต้องอาจเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของขั้นตอนการรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีเกณฑ์ในการเลือกเฉพาะตน แต่คำถามสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกคลีนิคมีดังนี้
  1. คลีนิคมีใบอนุญาตรับรองและมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  2. คลีนิคตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางได้ง่าย สะดวกและปลอดภัยหรือไม่
  3. คุณรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ในคลีนิคหรือไม่
  4. ถ้าคุณมีประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพของคุณครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลในคลีนิคที่คุณเลือกหรือไม่
 
  1. ฉันควรพยายายามตั้งครรภ์ตามธรรมชาติเป็นระยะเวลานานเท่าใดก่อนที่จะพบผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์
แพทย์แนะนำให้พยายามตั้งครรภ์ระหว่าง “ช่วงไข่สุก” ซึ่งเป็นเวลาก่อนไข่ตก 5 วันรวมกับวันไข่ตกและภายในช่วงเวลา 12-48 ชั่วโมงที่ไข่ตก
สตรีที่มีอายุเกิน 35 ปีควรพบผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเจริญพันธุ์หลังจากพยายามตั้งครรภ์ตามธรรมชาติเป็นเวลา 6 เดือนหรือมากกว่า สำหรับสตรีที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์หากไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติเป็นเวลา 1 ปีหรือมากกว่า
ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนมีแอพพลิเคชั่นที่ช่วยคำนวณวันไข่ตก ทำให้คุณสามารถดูช่วงเวลาที่มีโอกาสตั้งครรภ์มากที่สุด
  1. อัตราความสำเร็จของการฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI) และเด็กหลอดแก้ว (IVF) มีมากน้อยเท่าใด
อัตราความสำเร็จแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คู่สมรสบางคู่อาจต้องใช้พยายามถึง 3 ครั้งก่อนที่จะประสบความสำเร็จ คู่สมรสบางคู่ประสบความสำเร็จภายในครั้งแรก ขณะที่บางคู่อาจไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
ปัจจัยที่ผลต่อความสำเร็จในการใช้วิธีการ IUI และ IVF มาจากอายุและสาเหตุของการมีบุตรยาก รวมถึงวิธีการที่คุณเลือกใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก มีผลต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน
 
  1. ฉันควรใช้วิธีการแบบดั้งเดิม เช่น การกำหนดเวลาในการมีเพศสัมพันธ์หรือการฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI) ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) เป็นระยะเวลานานเท่าใด
การกำหนดเวลาในการมีเพศสัมพันธ์ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ ดังนั้นคู่สมรสควรพยายามใช้วิธีการกำหนดเวลาในการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนก่อนที่จะทำการรักษาภาวะมีบุตรยาก
ในปัจจุบัน คู่สมรสใช้การรักษาด้วยวิธีการ IUI โดยเฉลี่ย 3 ครั้งก่อนที่จะใช้วิธีการ IVF ในอดีต คู่สมรสจะพยายามใช้วิธีการ IUI ในการตั้งครรภ์ถึง   6 ครั้ง อย่างไรก็ตาม สถิติได้แสดงให้เห็นว่าหลักจากพยายามตั้งครรภ์ด้วยวิธีการ IUI ถึง 3 ครั้งแล้วแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โอกาสในการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการนี้ ลดเหลือเพียงครึ่งเดียว
 
  1. ฉันจะวางแผนการเงินในการรักษาด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อย่างไร แผนการประกันสุขภาพของฉันจะครอบคลุมการรักษาภาวะมีบุตรยากหรือไม่
คุณสามารถปรึกษาเราได้ที่คลีนิคเด็กหลอดแก้ว (IVF) และขอใบเสนอค่าใช้จ่ายในการรักษา อย่างไรก็ตาม คุณควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหากความพยายามในการตั้งครรภ์ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ
คุณควรตรวจสอบกับบริษัทประกันของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าประกันของคุณครอบคลุมการรักษาด้วยวิธีการ IVF รวมถึงครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยากนอกประเทศ
  • ประกันสุขภาพของคุณมีข้อตกลงการชำระเงินโดยตรง (Direct Billing Agreement) กับโรงพยาบาลหรือไม่ โปรดคลิกที่ลิงค์ต่อไปนี้เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
 
  1. ฉันควรทำอย่างไรหากกังวลว่าความเครียดและอารมณ์ด้านลบจากการรักษาด้วยวิธีการ IVF จะส่งผลกระทบต่อตัวเองและครอบครัว
การทำ IVF อาจทำให้เกิดอารมณ์ขึ้นลงได้จากโอกาสในการเกิดความผิดหวังจากการทำ IVF อย่างไรก็ตาม มีวิธีการที่ช่วยให้คุณลดความเครียดและความวิตกกังวลได้ดังต่อไปนี้
  • หาข้อมูลล่วงหน้า เรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและสถิติเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวในการรักษาด้วยวิธีการ IVF
  • วางแผนค่าใช้จ่าย หากไม่ประสบความสำเร็จในครั้งแรก คุณจะเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาครั้งที่สองหรือครั้งที่สามหรือไม่
  • ปรึกษากับคู่สมรสของคุณถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับผลลัพธ์ที่ได้
  • ขอความสนับสนุนจากเพื่อนหรือคู่สมรสอื่นที่เคยผ่านการรักษาด้วยวิธีการ IVF มาก่อน
  • มองหากำลังใจจากเพื่อนและครอบครัว
  • เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนหรือชุมชนคู่สมรสที่ผ่านการทำ IVF
  • พยายามกำจัดความเครียดอื่นๆเพื่อไม่ให้คุณมีความเครียดมากจนเกินไป
  • หาวิธีการลดความเครียด เช่นออกกำลังกายหรือทำงานอดิเรก
 
  1. คำย่อที่ฉันเห็นในอินเตอร์เน็ตมีความหมายอย่างไรบ้าง
สตรีที่ผ่านการรักษาภาวะมีบุตรยากมักมีภาษาที่ใช้ในสังคมออนไลน์กับกลุ่มสนับสนุนและชุมชนคู่สมรสที่ทำ IVF คำย่อที่ใช้กันทั่วไปคือ
  • AF – “Aunt Flo” หมายถึงประจำเดือน
  • BC – การคุมกำเนิดหรือก่อนมีบุตร
  • BBT – อุณหภูมิร่างกายที่วัดทันทีหลังจากตื่นนอน
  • BFN/BFP – ไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์หรือทดสอบการตั้งครรภ์แล้วพบว่าประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์
  • CD – วันที่ของรอบเดือน
  • HPT – ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แบบตรวจเองที่บ้าน
  • MC – การแท้งบุตร
  • O – การตกไข่
  • O’d – ไข่ตก
  • SD – ผู้บริจาคอสุจิ
  • TTC – การพยายามตั้งครรภ์
  • US or U/S – อัลตร้าซาวด์
 

คำถามเกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีการ IVF และ ICSI

  1. ความแตกต่างระหว่างการรักษาด้วย IVF และ ICSI คืออะไร
การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการฉีดอสุจอเข้าไปในเซลล์ไข่ (ICSI)  คือการนำไข่และอสุจิจากคู่สมรสออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ความแตกต่างอยู่ที่กระบวนการในการทำให้เกิดการปฏิสนธิ โดยที่การทำ IVF ปล่อยให้อสุจิและไข่ผสมกันเองตาม “ธรรมชาติ” ในขณะที่การทำ ICSI เป็นการคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงสมบูรณ์เพียงตัวเดียวและใช้เข็มฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง เพื่อช่วยเร่งกระบวนการและโอกาสในการปฏิสนธิ
 
  1. ฉันควรเลือกไข่รอบสดหรือไข่รอบแช่แข็งในการรักษาด้วย IVF/ICSI ไข่สองประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร
ข้อดีของไข่รอบสด
  • เป็นวิธีการที่ใช้มานานกว่า
  • ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยฮอร์โมนเพิ่มเติมหากประสบความสำเร็จ
  • สามารถย้ายตัวอ่อนเข้าไปในมดลูกได้ทันที
ข้อดีของไข่รอบแช่แข็ง
  • ร่างกายของคุณมีเวลาในการฟื้นฟูสู่สภาพปกติ
  • คุณสามารถนัดเวลาในการใส่ตัวอ่อนได้
  • มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • ไข่แช่แข็งสามารถเก็บได้เป็นระยะเวลานาน
  • โอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าการใช้ไข่รอบสด
 
  1. การรักษาด้วยวิธีการ IVF/ICSI ใช้เวลานานเท่าไรและต้องอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลามากน้อยแค่ไหน
โดยปกติ ขั้นตอนการทำ IVF/ICSI ใช้เวลาประมาณ 3-8 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการนำไข่ออกมา การปฏิสนธิและการย้ายตัวอ่อน) โดยแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ เช่น อายุ ภาวะเจริญพันธุ์และระดับฮอร์โมน
ระยะเวลาในการทำ IVF/ICSI มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 
  • วงจรของการทำ IVF/ICSI เริ่มขึ้นในวันที่สองของการมีประจำเดือนของคุณในวันที่ใกล้เคียงกับการรักษาด้วยวิธีการ IVF มากที่สุด
  • หลังจากนั้นแพทย์จะเริ่มกระบวนการกระตุ้นรังไข่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-13 วัน
  • แพทย์จะฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก และทำการเก็บไข่แบบ OPD ไม่ต้อง admit
  • อสุจิของฝ่ายชายจะถูกเก็บวันเดียวกับวันที่เก็บไข่ของฝ่ายหญิง ถ้าต้องมีการทำ TESE หรือการทำ PESA จะต้องทำก่อนวันที่เก็บไข่หรือในวันที่เก็บไข่
  • การปฏิสนธิของไข่สดและไข่แช่แข็งใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเก็บไข่ออกมา
  • หากประสบความสำเร็จในการปฏิสนธิ การย้ายตัวอ่อนจะทำ 3 - 5 วันหลังจากนั้นหากคุณเลือกรอบสด หากคุณเลือกรอบแช่แข็ง คุณสามารถนัดวันย้ายตัวอ่อนหลังจากนั้นได้
  • หลังจากย้ายตัวอ่อนได้ 9-12 วัน แพทย์จะทดสอบว่าคุณตั้งครรภ์หรือไม่
 
  1. ถ้าฉันตั้งครรภ์ด้วยวิธีการ IVF/ICSI ฉันต้องดูแลครรภ์ด้วยวิธีการที่แตกต่างจากวิธีการตั้งครรภ์ปกติอย่างไร
เมื่อประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการ IVF/ICSI สูติแพทย์จะนัดติดตามผลการตั้งครรภ์ ซึ่งรวมถึงการตรวจฮอร์โมนและการตรวจอัลตร้าซาวด์ อย่างไรก็ตามการตั้งครรภ์แต่ละครั้งมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะตั้งครรภ์ด้วยวิธีการปกติหรือโดยการทำ IVF/ICSI
สูติแพทย์ของคุณอาจเลือกติดตามผลการตั้งครรภ์ของคุณในสัปดาห์แรกๆ หลังจากนั้นอาจส่งต่อให้สูติแพทย์ท่านอื่นต่อไป บางครั้งสูติแพทย์ของคุณอาจเป็นผู้ดูแลคุณตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์
นอกจากนี้ คุณอาจต้องมาพบแพทย์บ่อยกว่าการตั้งครรภ์โดยวิธีการปกติและอาจต้องได้รับยาหรือฮอร์โมนเพิ่มเติม
 

คำถามเกี่ยวกับกฎหมายในการรักษาภาวะมีบุตรยากในประเทศไทย

  1. ฉันจำเป็นต้องมีทะเบียนสมรส เพื่อเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากในประเทศไทยหรือไม่
จำเป็น เพราะประเทศไทยมีกฎหมายว่าคู่สมรสต้องจดทะเบียนสมรสจึงจะทำ IUI และ IVF ในประเทศไทยได้ คุณจำเป็นต้องนำทะเบียนสมรสติดตัวมาที่โรงพยาบาลด้วย
อย่างไรก็ตาม กฎหมายอนุญาตให้มีการกระตุ้นรังไข่และใช้ยาเพื่อให้เจริญพันธุ์บางชนิดได้โดยไม่จำเป็นต้องแต่งงาน
หากทะเบียนสมรสของคุณเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย เราจำเป็นต้องแปลและให้สถานทูตของประเทศคุณที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯทำการรับรอง กรุณาติดต่อเราทางอีเมลล่วงหน้าเพื่อทราบข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมในกรณีของคุณ
 
  1. ฉันแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับเพศเดียวกันในประเทศของฉัน ฉันสามารถใช้วิธีการ IUI และ IVF ในประเทศไทยได้หรือไม่
ประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการรักษาเด็กหลอดแก้วกับคู่สมรสเพศเดียวกันที่ต้องการทำ IVF หรือ IUI ไม่สามารถทำในประเทศไทยได้ โดยกฎหมายบังคับใช้กับพลเมืองสัญชาติไทยและคู่สมรสต่างชาติ ถึงแม้จะแต่งงานอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศก็ตาม 
 
  1. การบริจาคไข่สามารถทำในประเทศไทยได้หรือไม่
การบริจาคไข่ในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่การบริจาคไข่เพื่อการค้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยรวมถึงห้ามผู้รับบริจาคไข่รับไข่จากผู้บริจาคเกิน 1 คนในแต่ละรอบการรักษา
ผู้ที่ต้องการรับการบริจาคไข่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่า และสามีของผู้รับบริจาคไข่ต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอมรับไข่บริจาค” สำหรับผู้บริจาคไข่จำเป็นต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอมในการบริจาคไข่”
ผู้บริจาคไข่ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
  • ต้องมีอายุระหว่าง 20-35 ปี
  • ผ่านการตรวจประเมินสุขภาพกายและสุขภาพจิต
  • ต้องมีสัญชาติเดียวกันกับผู้รับบริจาคไข่
  • คู่สมรสของผู้บริจาคไข่ต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอม”
  • ไม่บริจาคไข่เกิน 3 ครั้งในชีวิต
  • ข้อมูลผู้บริจาคไข่จะถูกจัดเก็บเป็นเวลา 20 ปี
 
  1. การบริจาคอสุจิในประเทศไทยทำได้หรือไม่
การบริจาคออสุจิเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย แต่การบริจาคอสุจิเพื่อการค้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
ผู้ที่ต้องการรับการบริจาคอสุจิจำเป็นต้องแสดงหลักฐานทะเบียนสมรส และคู่สมรสต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอมรับอสุจิบริจาค” สำหรับผู้บริจาคอสุจิจำเป็นต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอมในการบริจาคอสุจิ” ผู้บริจาคอสุจิสามารถบริจาคอสุจิได้เฉพาะกรณีที่เมื่อบริจาคแล้วมีการตั้งครรภ์จนได้บุตรไม่เกิน 10 ครอบครัว
ผู้บริจาคอสุจิต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
  • มีอายุระหว่าง 20-45 ปี
  • ผ่านการตรวจประเมินสุขภาพกายและสุขภาพจิต
  • คู่สมรสของผู้บริจาคอสุจิต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอม”
  • ต้องไม่เป็นญาติกับผู้รับอสุจิ
  • ไม่มีประวัติการใช้ยาเสพติด
  • ไม่มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่มีประวัติการเป็นโรคทางพันธุกรรม
  • ไม่มีประวัติเป็นโรคติดต่อ (เช่น HIV/AIDS)
  • ผู้บริจาคอสุจิต้องยินยอมให้ตรวจหาเชื้อ HIV/AIDS ก่อนส่งตัวอย่างอสุจิและตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากตรวจครั้งแรก 6 เดือนก่อนใช้อสุจิในขั้นตอนการรักษา
 
  1. ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับการแช่แข็งไข่มีอย่างไรบ้าง
ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับการแช่แข็งไข่มีดังต่อไปนี้
  • ก่อนการแช่แข็งไข่ ผู้ป่วยต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอม”
  • ผู้ป่วยต้องตรวจร่างกายเพื่อดูว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่
  • ตรวจคัดกรองเพื่อแยกไข่ที่ “ติดเชื้อ” ออกจากไข่ที่ “ไม่ติดเชื้อ” (เช่น มีเชื้อ HIV/ไม่มีเชื้อ HIV)
  • อาจไม่สามารถใช้ไข่ของภรรยาที่เสียชีวิตมานานกว่า 5 ปีได้
  • สามีที่ต้องการใช้ไข่ของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วต้องมีเอกสารยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากภรรยาก่อนเสียชีวิต
  • ต้องรายงานกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) หากต้องการใช้ไข่ของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว
 
  1. ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับการแช่แข็งอสุจิมีอย่างไรบ้าง
ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับการแช่แข็งอสุจิมีดังต่อไปนี้
  • ก่อนการแช่แข็งอสุจิ ผู้ป่วยต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอม”
  • ผู้ป่วยต้องตรวจร่างกายเพื่อดูว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่
  • ตรวจคัดกรองเพื่อแยกอสุจิที่ “ติดเชื้อ” ออกจากอสุจิที่ “ไม่ติดเชื้อ” (เช่น มีเชื้อ HIV/ไม่มีเชื้อ HIV)
  • ภรรยาที่ต้องการใช้อสุจิของสามีที่เสียชีวิตไปแล้วต้องมีเอกสารยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากสามีก่อนเสียชีวิต
  • อาจไม่สามารถใช้อสุจิของสามีที่เสียชีวิตมานานกว่า 5 ปีได้
  • ต้องรายงานต่อกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) หากต้องการใชอสุจิแช่แข็งของสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว
 
  1. ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับการแช่แข็งตัวอ่อนมีอย่างไรบ้าง
ข้อบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับการแช่แข็งตัวอ่อนมีดังต่อไปนี้
  • คู่สมรสที่ต้องการแช่แข็งตัวอ่อนต้องสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ก่อนการแช่แข็งตัวอ่อน ทั้งสามีและภรรยาต้องลงนามใน “หนังสือแสดงความยินยอม”
  • คู่สมรสต้องตรวจร่างกายเพื่อดูว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่
  • ตรวจคัดกรองเพื่อแยกตัวอ่อนที่ “ติดเชื้อ” ออกจากตัวอ่อนที่ “ไม่ติดเชื้อ” (เช่น มีเชื้อ HIV/ไม่มีเชื้อ HIV)
  • สามีหรือภรรยาที่ต้องการใช้ตัวอ่อนของคู่สมรสที่เสียชีวิตไปแล้วต้องมีเอกสารยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สมรสก่อนเสียชีวิต
  • ต้องรายงานต่อกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) หากต้องการใช้ตัวอ่อนแช่แข็งหลังการเสียชีวิตของคู่สมรส
  • อาจไม่สามารถใช้ตัวอ่อนแช่แข็งของคู่สมรสที่เสียชีวิตมานานกว่า 5 ปีได้
 
  1. ในประเทศไทย สามารถตรวจคัดกรองความผิดปกติทางกันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวได้หรือไม่
ประเทศไทยอนุญาตให้มีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวและสามารถทำในกรณีดังต่อไปนี้
  • ฝ่ายหญิงมีอายุเกิน 35 ปี
  • ฝ่ายหญิงมีประวัติการแท้งมากกว่า 2 ครั้งในขณะอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือผลการตรวจยืนยันว่า การแท้งครั้งก่อนเกิดจากทารกมีพันธุกรรมผิดปกติ
  • มีประวัติตั้งครรภ์ที่ทารกมีความผิดปกติอันเนื่องจากความผิดปกติของโครโมโซม
  • ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากทำ IVF มาแล้ว 2 ครั้งติดต่อกัน
  • เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดสู่ตัวอ่อน
  • เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อน
  • เพื่อรักษาบุตรที่ป่วยเป็นโรคด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดในสายสะดือของทารกแรกคลอดที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้
 
  1. ประเทศไทยอนุญาตให้มีการกำจัดตัวอ่อนเพื่อให้เหลือจำนวนตัวอ่อนตามที่ต้องการหรือไม่

ทางโรงพยาบางบำรุงราฎร์ อินเตอร์แนชั่นแนล ไม่มีบริการการกำจัดตัวอ่อนเพื่อให้เหลือจำนวนตัวอ่อนตามที่ต้องการ

นพ. ธนิก โชคจิรวัฒน์

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

ผศ.นพ. พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

สูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
คลินิกวัยทอง
เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

นพ. วิสันต์ เสรีภาพงศ์

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

การผ่าตัดด้วยกล้อง
เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

นพ. เกรียงชัย สัจจเจริญพงษ์

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

การผ่าตัดด้วยกล้อง
เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

พญ. ณหทัย ภัคธินันท์

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

นพ. นเรศร สุขเจริญ

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

การผ่าตัดด้วยกล้อง
เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

นพ.ดร. สรภพ เกียรติพงษ์สาร

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

พญ. รัชดาพร ฤกษ์ยินดี

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

นพ. ภิญโญ หรรษาจารุพันธ์

สาขาวิชาที่เชี่ยวชาญ

เวชศาสตร์การเจริญพันธ์

ดูโปรไฟล์

Contact Information

  • ศูนย์การเจริญพันธุ์
    Tel: 02 011 2364
    Tel: 02 011 2368

Service Hours

  • ศูนย์การเจริญพันธุ์
    วันจันทร์-วันเสาร์
    07.00-20.00 น.
    วันอาทิตย์
    07.00-17.00 น.

Location

  • ศูนย์การเจริญพันธุ์
    อาคารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชั้น 2 ฝั่งทิศเหนือ
     

Related Health Blogs